22 มกราคม 2551
หลายคนที่มีโครงการอยากไปศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่นมักมีปัญหาคาใจว่าจะไปเรียนที่ไหนดีถ้าอยากจะเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก นักศึกษาวิจัย และทางด้านวิชาชีพ จะต้องทำอย่างไร อย่างแรกเรามาทำความเข้าใจกับระบบการศึกษาของและการสอบวัดระดับในแต่ละส่วนของประเทศญี่ปุ่นกันก่อนดีกว่า
โครงสร้างการศึกษาของประเทศญี่ปุ่น
ระดับประถมศึกษา หลักสูตรประถมศึกษา 1-6 ปี
ระดับมัธยมตอนต้น หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น 1-3 ป
ระดับมัธยมตอนปลาย หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย 1-3 ปี
วิทยาลัยอาชีวศึกษา (หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย) ระยะเวลา 3 ปี , วิทยาลัยเทคนิค ระยะเวลา 3-5 ปี
ระดับอุดมศึกษา * มหาวิทยาลัย ปริญญาตรี 4 ปี * วิทยาลัยอาชีวศึกษา (หลักสูตรวิชาชีพชั้นสูง)ระยะเวลา 2 ปี
* วิทยาลัย หลักสูตรระยะสั้น ระยะเวลา 2 ปี * มหาวิทยาลัย ปริญญาตรี (ปี 3-4)
ระดับบัณฑิตวิทยาลัย * ปริญญาโท 2 ปี * ปริญญาเอก (ไม่เกิน 5 ปี)
* คือ สถาบันการศึกษาระดับสูงที่รับนักเรียนชาวต่างชาติเข้าศึกษาการเข้าศึกษาในระดับสูงสำหรับนักเรียนชาวต่างชาติต้องนั้น จะต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาขั้นต่ำในระดับมัธยมปลาย รูปแบบการศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่นแบ่งออกได้ 3 แบบ
มหาวิทยาลัย
โดยปกติมหาวิทยาลัยจะเปิดรับนักศึกษาในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมของทุกปี คุณสมบัติต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาจากมัธยมตอนปลายในประเทศของตน และคุณสมบัติอื่นๆ ตามแต่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้
สิ่งที่ต้องใช้สำหรับการสอบเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่น สำหรับนักศึกษาต่างชาติที่ต้องการจะศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีในประเทศญี่ปุ่นจำเป็นต้องสอบข้อสอบที่เป็นที่รู้จักกันในนาม EJU (Examination for Japanese University Admission for International Students) เป็นการสอบเพื่อวัดระดับความรู้ในด้านต่างๆ ซึ่งมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะถือผลสอบ EJU เป็นเกณฑ์ในการคัดเลือกควบคู่กับการพิจารณาเอกสาร และยังมีการสอบสัมภาษณ์ การเขียนเรียงความ การสอบเฉพาะวิชา หรือความถนัดอื่นๆ (แต่ละมหาวิทยาลัยจะกำหนดระดับคะแนน EJU แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของมหาวิทยาลัยนั้นๆ) ฉะนั้นควรศึกษาระเบียบการรับเข้าศึกษาของมหาวิทยาลัยและคณะที่ต้องการเข้าศึกษาให้ดีเสียก่อน สำหรับนักศึกษาที่มีฐานพื้นวิชาความรู้ภาษาญี่ปุ่นที่ยังไม่แน่นนัก ควรเข้าศึกษาเตรียมความพร้อมทางด้านภาษาในสถาบันสอนภาษาญี่ปุ่นที่ประเทศญี่ปุ่นก่อนอย่างน้อย 1 ปี เป็นการปูพื้นและเสริมทักษะทางด้านภาษา เพื่อที่จะสามารถเข้าสอบและเรียนร่วมกับนักศึกษาญี่ปุ่นได้ ซึ่งหากถ้าพื้นภาษาไม่ดี คงเป็นเรื่องยากที่จะเข้าไปร่วมเรียนกับคนญี่ปุ่นได้
สิ่งที่ควรค้นหา ศึกษาก่อนเลือกคณะและสถาบัน
ระดับบัณฑิตวิทยาลัย
ระดับปริญญาโท จะใช้ระยะเวลาในการเรียน 2 ปี โดยจะต้องสอบผ่านตามจำนวนหน่วยกิตที่กำหนด และสอบวิทยานิพนธ์ด้วย
ระดับปริญญาเอก จะใช้ระยะเวลาในการเรียนไม่เกิน 5 ปี (รวมระยะเวลาในการเรียนปริญญาโท 2 ปี) ยกเว้นผู้ที่ศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ สัตวแพทยศาสตร์ ซึ่งจะต้องใช้เวลา 6 ปี และนักศึกษาจะต้องสอบผ่านตามจำนวนหน่วยกิตที่กำหนดไว้ (รวมทั้งหน่วยกิตในระดับปริญญาโทด้วย)
นักศึกษาวิจัย คือนักศึกษาที่ได้รับอนุญาตจากทางมหาวิทยาลัยให้ทำวิจัยเป็นระยะเวลาสั้นๆ โดยที่จะไม่ได้รับปริญญา และหน่วยกิตจากการเข้าเรียนหรือการทำวิจัย (ซึ่งเป็นระบบเฉพาะของญี่ปุ่นเท่านั้น) ใช้ระยะเวลาในการทำวิจัยประมาณ 6 เดือน หรือ 1 ปี การศึกษา โดยที่นักศึกษาวิจัยนั้นจะต้องเป็นผู้ที่จบในระดับปริญญาตรีขึ้นไป
การเข้าศึกษาต่อในระดับบัณฑิตวิทยาลัย
1. นักศึกษาภาคปกติ นักศึกษาจำเป็นต้องผ่านการสอบที่ญี่ปุ่นเสียก่อน และวิธีการการคัดเลือกนักศึกษาเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับบัณฑิตวิทยาลัยของภาคปกตินั้น แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1.1 การสอบเข้า นอกเหนือจากการตรวจสอบเอกสารในการสมัครแล้ว นักศึกษายังต้องสอบข้อเขียนตามสาขาวิชาเอก การสอบภาษาญี่ปุ่นหรือภาษาอังกฤษ และยังจะต้องสอบสัมภาษณ์เกี่ยวกับหัวข้อวิจัยหรือสาขาที่จะเข้าศึกษาต่อด้วย บางแห่งต้องใช้ผลการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นประกอบด้วย
1.2 การติดต่อกับอาจารย์ที่ปรึกษา วิธีนี้เป็นวิธีที่นักศึกษาต่างชาติส่วนใหญ่ใช้กัน ซึ่งในการติดต่อกับอาจารย์ที่ปรึกษานั้น นักศึกษาควรส่งผลงานหรือวิทยานิพนธ์ที่ทำในสมัยที่เรียนปริญญาตรี(ถ้ามี) หรือส่งแผนการทำวิจัยที่จะทำในระดับปริญญาโท รวมทั้งควรชี้แจงเหตุผลที่เลือกอาจารย์เป็นที่ปรึกษา นอกจากนั้นนักศึกษาควรที่จะศึกษาผลงานวิจัยของอาจารย์ที่ปรึกษาโดยละเอียด หากเป็นไปได้ควรแนบใบรับรองของอาจารย์ที่ปรึกษาในระดับปริญญาตรีไปด้วย สำหรับการติดต่ออาจารย์ที่ปรึกษานั้นต้องใช้ความพยายามและความอดทนสูง เพราะอาจารย์มักจะไม่ตอบกลับในครั้งแรกๆ นักศึกษาจะต้องเพียรพยามยามติดต่ออาจารย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงและความกระตือรือร้น
2. นักศึกษาวิจัย มหาวิทยาลัยจะพิจารณาจากเอกสารและการสัมภาษณ์เป็นหลัก โดยนักศึกษาจะต้องนำหัวข้อ
วิจัย หรือผลงานที่ทำในระดับปริญญาตรีเสนอกับอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อประกอบการพิจารณา แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสาขาวิชาของผู้สมัครด้วย
การค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับอาจารย์ที่ปรึกษาในระดับบัณฑิตวิทยาลัย
ที่มา : http://www.studyplus.co.th
พิมพ์หน้านี้
ชอบเรื่องนี้
อ่านความคิดเห็น (0)
แสดงความคิดเห็น

| อา. | จ. | อ. | พ. | พฤ. | ศ. | ส. |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 |
| 31 | ||||||