05 พฤศจิกายน 2550หลายๆประเทศในโลกนี้จึงเริ่มมีการจัดระเบียบใหม่ และแสวงหาพลังงานทดแทนเพิ่มมากขึ้นเพราะ ตระหนักดีว่า น้ำมัน หรือก๊าซธรรมชาติเริ่มร่อยหรอ และมีโอกาสที่จะหมดไปในอนาคตอันใกล้ มีหลายประเทศเริ่มปรับยุทธศาสตร์เช่น ประเทศดูไบเบนเข็มที่จะวางตำแหน่งของประเทศใหม่ให้เป็นศูนย์กลางทางการเงิน จากปัจจุบันที่โฟกัสเรื่องน้ำมัน
ประเทศออสเตรเลียที่กำลังมีการเลือกตั้งใหม่ในเดือนหน้า นายกรัฐมนตรีจอห์น โฮเวิร์ด ของออสเตรเลีย ประกาศจะตั้งกองทุนเพื่อส่งเสริมการลงทุนในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (เดิมนายโฮเวิร์ดปฏิเสธที่จะลงนามในพิธีสารเกียวโตปี 2540 ว่าด้วยภาวะโลกร้อน) ขณะที่คู่แข่งขันของนายโฮเวิร์ดก็ประกาศนโยบายว่า จะลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 20 ภายในปี 2563 และร้อยละ 60 ภายในปี 2593 หากได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้
ใ
นเรื่องนี้หันกลับมามองประเทศไทยที่กำลังจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคมที่จะถึงนี้ ยังไม่เห็นมีพรรคการเมืองไหนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และประกาศเป็นนโยบายที่ชัดเจนออกมาว่า
“จะบริหารจัดการอย่างไรกับปัญหาโลกร้อนที่คุกคามโลก และประเทศไทย น่าวังเวงเหมือนกันกับนักการเมืองไทยที่วันนี้คิดแต่จะจับขั้ว และกว้านซื้อตัว ส.ส. จนลืมผลประโยชน์หลักๆของชาติ...!”
อย่างไรก็ตามมี “ข่าวดี” ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนจากภาคเอกชนที่ให้ความสนใจในเรื่องพลังงานทดแทน โดยตัวเลขคำขอรับส่งเสริมอุตสาหกรรมในช่วง 8 เดือนแรกปี 2550 มีจำนวน 12 โครงการ ประกอบด้วย โครงการผลิตเอทานอล 6 โครงการ ไบโอดีเซล 4 โครงการ และไบโอแก๊ส 2 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุน 14,167 ล้านบาท มีวงเงินลงทุนขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 164% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
หากคิดย้อนกลับไป 4-5 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่บีโอไอให้สิทธิประโยชน์กีบธุรกิจพลังงานทดแทนจะพบว่า มีการลงทุนกิจการผลอตเอทานอล ไบโอแก๊ส ไบโอดีเซลมากที่สุดถึง 82 โครงการ มีมูลค่าลงทุนกว่า 50,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นของคนไทย 100% จำนวน 62 แห่ง และที่เหลือเป็นการร่วมทุนกับต่างชาติ ซึ่งตรงนี้น่าสนใจว่า กว่าครึ่งเป็นนักลงทุนจากประเทศจีน!
ตรงนี้เป็นยุทธศาสตร์หลักของประเทศจีนเลยก็ว่าได้ เพราะไม่เพียงแต่ประเทศจีนที่เข้าลงทุนธุรกิจพลังงานทดแทนในไทย แต่ยังกระจายการลงทุนไปทั่วโลกอาทิ รัสเซีย พม่า อเมริกา(ก่อนหน้านี้มีข่าวจะเทกโอเวอร์บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของอเมริกา แต่ล้มเหลวเสียก่อน) ฯลฯ เพราะประเทศจีนมีประชากร และใช้พลังงานมากที่สุดในโลก จึงต้องแสวงหาแหล่งพลังงานสำรองไว้ในอนาคต
“พลังงานทดแทน” ในแง่ธุรกิจแล้วได้รับความสนใจจากเอกชนมาก หากพิจารณาจากตัวเลขของบีโอไอ ก็ต้องฝากไปถึงรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศด้วยว่า จะผลักดันให้การส่งเสริมจริงจังและต่อเนื่องอย่างไร ที่สำคัญคือ ต้องมองภาพรวมให้ออกและดูให้ครบวงจรตั้งแต่ “ต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ”
เพราะ ที่ผ่านมารัฐบาลแต่ละชุด ส่วนใหญ่จะบริหารแบบ ”วัวหายล้อมคอก” คือ ส่งเสริมแต่หัว ปล่อยหางไว้ หรือส่งเสริมแต่หาง หัวเป็นอย่างไร ไม่สนใจ ประเทศไทยถึงขยับไปไหนได้ไม่ไกลสักที!
พิมพ์หน้านี้
ชอบเรื่องนี้
อ่านความคิดเห็น (4)
แสดงความคิดเห็น































































































































































































































































































































































































































































































































































| อา. | จ. | อ. | พ. | พฤ. | ศ. | ส. |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | ||||
วันที่ 07 สิงหาคม 2551 เวลา 18:40
โดย : GDASG
อีเมล์ : GDFGDFSA
เว็บไซต์ : FSDGDF
IP 203.153.169.xxx