05 พฤศจิกายน 2550บุหรี่กับโรคถุงลมปอดโป่งพอง
สารพิษในควันบุหรี่มากมายหลายชนิด ในส่วนที่เป็นปัจจัยก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของถุงลมปอด คือ
1.ทาร์ คือสารที่มีอยู่ในใบยาสูบมีลักษณะเป็นของเหลวเหนียวสีน้ำตาลเข้มคล้ายน้ำมันดิน โดยประมาณร้อยละ 50 ของสารทาร์จะจับที่ปอด ทำให้ขนปัดเล็กๆ ภายในเยื่อบุช่องลม ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติทำให้สารเคมี สารก่อการระคายเคือง สารก่อมะเร็งทำลายเยื่อบุทางเดินหายใจ ถุงลมปอด โดยในระยะหลังๆ จะทำให้มีการเสื่อมสภาพของเนื้อเยื่อบุภายในทางเดินอากาศ มีการย่อยสลายโปรตีนภายใน เป็นสาเหตุของกหารไอ และทำให้เกิดถุงลมปอดโป่งพอง และมะเร็งในที่สุด
2.สารฟอร์มัลดีไฮด์ เป็นสารก่อการระคายเคียง เกิดการอักเสบเรื้อรังทำลายผนังถุงลมปอด ก่อให้เกิดอาการไอ และเกิดโรคถุงลมปอดโป่งพองได้เช่นเดียวกัน
3.คาร์บอนมอนอกไซด์ เป็นกาซที่เกิดจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว มีคุณสมบัติในการแย่งออกซิเจน จับกับเม็ดเลือดแดงเป็นผลให้ร่างกายไม่ได้รับออกซิเจน จับกับเม็ดเลือดแดงเป็นผลให้ร่างกายไม่ได้รับออกซิเจนเพียงพอ ทำให้ปอดต้องทำงานมากขึ้น
4.สารอะเซตตาดีไฮด์ ก่อให้เกิดการระคายเคืองเรื้อรัง
โรคถุงลมปอดโป่งพอง เป็นโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรังที่ทรมานและรุนแรงมมากก่อให้เกิดทุกขเวทนาแก่ผู้ป่วย ญาติมิตร โดยปกติภายในปอดจะประกอบไปด้วยถุงลมเล็กๆ มากมาย ทำหน้าที่ ฟอกเลือด ถ่ายออกซิเจนให้เลือดดำ ควันบุหรี่โดยสารพิษภายในบุหรี่ทำให้เกิดการระคายเคืองเรื้อรัง ทำลายเยื่อบุภายในหลอดลม ถุงลม มีการสลายตัวของโปรตีนภายในทางเดินหายใจ เป็นผลให้เยื่อบุ หลอดลมหนาขึ้น หลอดลมตีบเล็กลง ทำให้ต้องออกแรงมากขึ้นในการหายใจ ส่วนถุงลมก็เกิดการอักเสบ ผนังถุงลมบวมอักเสบ เปราะแตกฉีกขาดมารวมกันเป็นถุงลมขนาดใหญ่ แต่ไม่สามารถฟอกเลือดได้ ทำให้ผู้ป่วยได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ หอบเหนื่อยง่าย
อาการของโรคถุงลมปอดโป่งพอง
ในระยะแรก มักไม่ค่อยมีอาการมาก อาจเป็นอาการทั่วๆไป คือ ไอเรื้อรัง มีเสมหะ เป็นหวัด เจ็บคอ คออักเสบง่าย หายยาก หลอดลมอักเสบบ่อยหายช้า ต้องใช้ยารักษานานกว่าผู้ไม่สูบบุหรี่
สภาวะของผู้ป่วยโรคถุงลมปอดโป่งพองที่ได้รับความทรมานต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ
ผู้ที่สูบบุหรี่มีโอกาสเป็นถุงลมปอดโป่งพองทุกคนหรือไม่ การสูบบุหรี่มีโอกาสเป็นถุงลมปอดโป่งพองทุกคน แต่จะช้าหรือเร็วต่างกันไปซึ่งนอกจากจะขึ้นกับระยะเวลาที่สูบแล้วยังขึ้นกับปริมาณการตอบสนองของร่างกายต่อควันบุหรี่และพันธุกรรม เช่นบิดามารดาเป็นโรคนี้อยู่แล้ว เป็นโรคหอบหืด ภูมิแพ้ ก็จะเป็นโรคนี้เร็วขึ้น
ระยะที่สอง มีอาการหอบเหนื่อย เนื่องจากร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ หน้าอกบวม หายใจมีเสียง ต้องใช้กล้ามเนื้ออก และบริเวณไหล่มากเวลาหายใจ หายใจลำบากเพราะหลอดลมตีบเล็กลงถุงลมเล็กแตกรวมกันทำหน้าที่แลกเปลี่ยนอากาศไม่ได้
ส่วนในระยะที่เป็นมากแล้ว จะหอบเหนื่อยมากทำงานไม่ได้ เดินหรือดำรงชีวิตประจำวันไม่ได้เพราะเหนื่อยมาก ทำงานตามปกติไม่ได้ ต้องนอนพัก เพราะร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ต้องได้รับออกซิเจนช่วยตลอดเวลา เนื่องจากปอดถูกทำลายหมด และการให้ออกซิเจนต้องให้ด้วยความระมัดระวังกว่าคนปกติ เพราะหากให้ออกซิเจนในปริมานสูง อาจทำให้ผู้ป่วยหยุดหายใจได้ หากผู้ป่วยหอบเหนื่อยมากๆจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ทำให้ดูน่าทุกขเวทนาสำหรับญาติและผู้พบเห็น และสำหรับผู้ป่วยเอง ก็เป็นความทุกข์ทรมานยิ่งของบั้นปลายชีวิต
โรคถุงลมโป่งพอง เป็นหนึ่งในสามโรคจากบุหรี่ที่สำคัญ แต่เป็นโรคจากบุหรี่ที่ผู้ป่วยต้องทนทุกข์ทรมานมากที่สุดเพราะจะมีอาการหอบเหนื่อยตลอดเวลาจนกว่าจะเสียชีวิต
ผู้ที่เป็นโรคถุงลมปอดโป่งพองแล้วหากหยุดสูบบุหรี่ โรคจะหายเป็นปกติหรือไม่ ?
ขึ้นกับโรคอยู่ในระยะใด หากเป็นระยะแรกจะมีอาการไอเรื้อรัง มีเสมหะมาก ถ้าเลิกสูบบุหรี่อาการไอเรื้อรัง เสมหะจะหมดไปได้ แต่ถ้าหากเป็นมากจนมีอาการหอบเหนื่อยเพราะถุงลมถูกทำลายมาก มีอาการตีบของหลอดลม เนื่องจากเยื่อบุหลอดลมหนาตัวมีการย่อยสลายโปรตีนของชั้นเนื้อเยื่อ ทำให้ช่องอากาศแคบลง ถ้าเลิกสูบบุหรี่ อาการหอบเหนื่อยจะดีขึ้นเล็กน้อย แต่เนื่องจากปอดถูกทำลายมาก อาจไม่ สามารถกลับมาเหมือนคนปกติได้ อาการหอบเหนื่อยจะทรุดลงเรื่อย โดยเฉพาะผู้ที่ยังสูบบุหรี่ต่อ นอกจากนี้จะมีปัญหาโรคแทรกซ้อนได้ เช่น ปอดบวม ถุงลมแตก ปอดแตก ซึ่งจะทำให้เสียชีวิตเร็วขึ้น และในผู้ที่เป็นโรคถุงลมโป่งพอง จะมีโอกาสเป็นปอดบวมแทรกซ้อนสูงกว่าและอาการหนักกว่าผู้สูงอายุทั่วๆไปที่ไม่สูบบุหรี่
ถ้าเป็นถุงลมปอดโป่งพองแล้วไม่หาย ทำไมต้องเลิกสูบบุหรี่อีก ?
เพราะควันบุหรี่ที่รับเข้าไป จะไปทำลายหลอดลมและเนื้อปอด ทำให้ทางเดินหายใจเสื่อมสภาพเลวลงไปอีก อาการหอบเหนื่อยจะยิ่งเพิ่มขึ้น แต่หากเลิกสูบบุหรี่ ปอดจะเสื่อมช้าลงแม้ถุงลมปอดโป่งพองจะไม่หายก็ตามในโรคถุงลมปอดโป่งพองยิ่งสูบบุหรี่จะยิ่งหอบ
เลิกสูบบุหรี่เสียแต่วันนี้ แล้วคุณจะพบกับสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
13.วิจัยระบุดูทีวีมากเสี่ยงอ้วน-ควานดันสูง
ผลการศึกษาของทีมนักวิจัยชาวอเมริกันพบว่าเด็กที่ดูโทรทัศน์มากเกินไปไม่เพียงเสี่ยงต่อโรคอ้วน หากยังจะทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงตามมาด้วย
งานวิจัยชิ้นนี้ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารอเมริกันแห่งเวชศาสตร์ป้องกันเผยแพร่เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม เป็นงานการศึกษาของทีมนักวิจัยนำโดยดอกเตอร์เจฟฟรีย์ ชิมเมอร์ แห่งมหาวิทยาแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตซานดิเอโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ร่วมกับเพื่อนนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตซานฟรานซิสโก และมหาวิทยาลัยเซาธ์อลาบามา ได้ทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างเด็กจำนวน 546 คน อายุระหว่าง 4-17 ปี ที่คลีนิคควบคุมน้ำหนักหลายแห่งตั้งแต่ช่วงปี 2546-2548 โดยพิจารณาจากปัจจัยส่วนสูง น้ำหนัก มาตรวัดดัชนีมวลกาย (บีเอ็มไอ) และระดับความดันโลหิต พบว่าเด็กที่เป็นโรคอ้วนซึ่งใช้เวลาดูทีวีมากกว่า 4 ชั่วโมงต่อวัน มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคความดันโลหิตสูงมากกว่าถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับเด็กที่ดูทีวีไม่ถึง 2 ชั่วโมงต่อวัน
ทั้งนี้ เด็กที่ถูกจัดว่าเป็นโรคอ้วนจะมีดัชนีบีเอ็มไอสูงกว่าค่าเฉลี่ย 95 เปอร์เซ็นต์ของอายุและเพศ ซึ่งเด็กในกลุ่มตัวอย่างที่ทำการศึกษาครั้งนี้มีค่าบีเอ็มไออยู่ที่ 35.5
ดอกเตอร์ชิมเมอร์เขียนไว้ในรายงานผลการศึกษาว่า มีงานวิจัยหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันระหว่างการดูทีวีกับโรคอ้วน แต่งานวิจัยครั้งนี้ถือเป็นงานวิจัยชิ้นแรกที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กันระหว่างการดูทีวีกับโรคความดันโลหิตสูงที่เกิดขึ้นในเด็กอ้วน
"มีความเชื่อมโยงที่สำคัญระหว่างเวลาที่ใช้ในการดูทีวีกับโรคอ้วนและความดันโลหิตสูงในเด็กอ้วน" ดอกเตอร์ชิมเมอร์ระบุ
ทีมนักวิจัยชุดนี้กล่าวด้วยว่า งานศึกษาวิจัยชิ้นนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นที่ผู้ปกครองจะต้องควบคุมเด็กๆ ในการใช้เวลานั่งดูทีวี โดยเฉพาะเด็กที่เป็นโรคอ้วนหรือเป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่แล้ว (รอยเตอร์
พิมพ์หน้านี้
ชอบเรื่องนี้
อ่านความคิดเห็น (1)
แสดงความคิดเห็น
ดีมาก เพราะทำให้งานกระเตื้อง


| อา. | จ. | อ. | พ. | พฤ. | ศ. | ส. |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | 2 | 3 | 4 | |||
| 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |
| 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 |
| 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 |
| 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | |
วันที่ 31 พฤษภาคม 2551 เวลา 12:10
โดย : โมเม
อีเมล์ : give-2778@hotmail.com
เว็บไซต์ :
IP 58.9.125.xxx