05 พฤศจิกายน 2550
รถไฟไทยกำเนิดในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการพัฒนาการเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน เป็นองค์กรขนาดใหญ่ยังคงสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่ เพราะยังไม่สามารถแปรรูปและเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้เหมือนกับรัฐวิสาหกิจอื่นๆ เช่น องค์การโทรศัพท์ ได้ จะเป็นเพราะเหตุผลใดก็แล้วแต่ ถ้าท่านอยากรู้จริงๆ ท่านต้องหาเก็บรวบรวมข้อมูลเอาเอง ถ้าได้แล้วเอามาแบ่งกันอ่านบ้างนะครับ จุดประสงค์หลักของการรถไฟไทยคือการให้บริการแก่ประชาชนโดยไม่มุ่งหวังกำไร (แต่วัดผลการดำเนินงานด้วยผลกำไร) ในทางวิชาการเรียกว่า “ รัฐสวัสดิการ ” (Welfare) และลักษณะการดำเนินการนั้นเรียกว่าเป็นการผูกขาด ( Monopoly ) เพราะเป็นผู้ประกอบการรายเดียว และสินค้าไม่เหมือนใคร รถไฟที่วิ่งไปมาของเรานั้นประเภทรถโดยสารมีหลักๆ อยู่ 6 ประเภท ได้แก่
1.รถท้องถิ่น ได้แก่ รถที่วิ่งรับส่งผู้โดยสารระหว่างจังหวัดกับจังหวัด ไม่เข้ากรุงเทพฯ
2.รถชานเมือง ได้แก่ รถที่วิ่งรับส่งผู้โดยสารจากจังหวัดต่างๆ รอบกรุงเทพฯ เข้า-ออกกับกรุงเทพฯ วิ่งไปกลับภายในวันเดียว
3.รถธรรมดา ได้แก่ รถที่วิ่งรับส่งผู้โดยสารที่มีที่นั่งชั้น 3 หรือชั้น 2 ที่วิ่งจากต่างจังหวัด เข้า – ออก กรุงเทพฯ โดยไม่มีค่าธรรมเนียมการโดยสาร เช่น นครสวรรค์ – กรุงเทพฯ
4.รถเร็ว ได้แก่ รถที่วิ่งรับส่งผู้โดยสารจากต่างจังหวัด เข้า - ออก กรุงเทพฯที่มีที่นั่งชั้น 2 และชั้น 3 และมีการเก็บค่าธรรมเนียมการโดยสารนอกเหนือจากค่าโดยสารตามปกติ
5.รถด่วน ได้แก่ รถที่วิ่งรับส่งผู้โดยสารจากต่างจังหวัด เข้า - ออก กรุงเทพฯมีตู้โดยสารเป็นตู้ปรับอากาศ ตู้นอน ตู้อาหาร และมีที่นั่งชั้น 1 ชั้น 2 และชั้น 3 มีค่าธรรมเนียมการโดยสารนอกเหนือจากค่าโดยสารตามปกติ
6.รถด่วนพิเศษ ได้แก่ รถที่วิ่งรับส่งผู้โดยสารจากต่างจังหวัดที่เป็นจังหวัดใหญ่ๆ เช่น เชียงใหม่ เข้า – ออก กรุงเทพฯ มีตู้โดยสารชั้น 1 และชั้น 2 มีตู้นอน และตู้อาหารปรับอากาศทั้งขบวน
รถไฟทุกเที่ยว ทุกขบวน จะมีเวลาเดินรถที่แน่นอน โดยทำเป็นประกาศขนาดใหญ่ ติดไว้ตามสถานีต่างๆ และนอกจากนี้ยังทำแจกเป็นแผ่นพับให้แก่ผู้โดยสารทั่วไปด้วย การแบ่งประเภทของรถไฟนี้ ทางเศรษฐศาสตร์อธิบายว่า เป็นการเก็บส่วนเกินของผู้บริโภค ( Consumer surplus)เพราะทราบว่าผู้บริโภคมีความสามารถจ่ายได้ และต้องการความสะดวกสบายแล้วอธิบายต่ออีกว่าเป็นการตั้งราคาลำเอียง ( Discrimination ) เพราะเป็นการเลือกปฏิบัติแก่ผู้โดยสารเพียงกลุ่มเดียวที่ใช้บริการ ทั้งที่ความจริงไม่ว่าราคาเท่าไรก็ตามสุดท้ายก็จะถึงปลายทางพร้อมๆ กัน หมายถึง ในขบวนเดียวกันนะครับ
ถ้าเราพิจารณาทางด้านค่าใช้จ่าย หมายถึงค่าโดยสารตามราคาปกติ ที่นั่งชั้น 3 ทุกประเภทจะมีราคาเท่ากัน แต่ที่สงสัยคือค่าธรรมเนียม เพราะไม่เคยได้ยินว่าเป็นค่าธรรมเนียมอะไร แล้วทำไมจึงต้องเก็บจำนวนเท่านั้น (ตอนนี้ 60 บาท) เป็นคำถามที่ สมัยเรียนเศรษฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัย ต้องใช้อยู่ประจำว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน และอย่างไร
การเลือก (Choice) และการตัดสินใจ (Decision) เป็นสิ่งหนึ่งที่อธิบายว่า เศรษฐศาสตร์คืออะไร (What is economics?) ความสำคัญของการตัดสินใจในทางธุรกิจ คืออาจทำให้ธุรกิจเจริญต่อไปได้หรืออาจล่มสลายลง ถ้าตัดสินใจไม่ถูกต้อง ในทางปฏิบัติที่เจอกับตัวเองบ่อยๆ ก็คือ ตอนเช้าๆ ทุกวันทำงาน จะมีรถวิ่งเข้ากรุงเทพฯ หลายขบวน ทั้งรถชานเมืองที่เป็นพาหนะของผู้โดยสารที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ (แทบจะทั้งขบวน) รถด่วน รถเร็ว และรถด่วนพิเศษ ที่ผู้โดยสารส่วนมากจะเดินทางกลับมาจากต่างจังหวัด (ส่วนใหญ่มีฐานะดีหรือเป็นชาวต่างประเทศ) ถ้าเผอิญเสียเวลามาก่อนบ้าง สุดท้ายพวกเราที่ต้องเดินทางแต่เช้าเพื่อเข้ามาทำงานตามหน่วยงานต่างๆ ในกรุงเทพ ที่มีทั้งข้าราชการ พนักงานของเอกชน ฯ ล ฯ เหมือนได้นั่งรถไฟแข่ง เพราะเส้นทางช่วงสถานีชุมทางบ้านภาชีถึงสถานีรังสิตเป็น 3 ราง เลยผลัดกันไล่ ผลัดกันแซง สุดท้ายก็จะจอดรอเวลากันที่สถานีรังสิต เพราะว่านอกจากจะมีรถเข้ามากแล้วก็ยังมีรถวิ่งออกอีกหลายขบวน และเนื่องจากตั้งแต่สถานีรังสิตถึงกรุงเทพฯ นั้นจะเหลือเส้นทางเพียง 2 ราง (ความจริงเหลือ 3 รางเท่าเดิมรางที่ 3 นี้ ยังเป็นเสาตั้งไว้ให้ดูเฉยๆ นะครับ) เลยกลายเป็นลักษณะ ” คอขวด ” แถมการสั่งการให้เดินรถแต่ละครั้ง ส่วนมากมักจะให้รถด่วน รถเร็ว หรือรถด่วนพิเศษไปก่อนทุกที มันก็เลยไม่ค่อยจะตรงนักสำหรับความรู้ที่เรียนมา
ทั้งหมดของข้อความนี้ มองจากมุมหนึ่งของนักเศรษฐศาสตร์เล็กๆ เท่านั้นนะครับ.
สุธีร์ อินทโชติ
มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต ศูนย์พงษ์สวัสดิ์ นนทบุรี
พิมพ์หน้านี้
ชอบเรื่องนี้
อ่านความคิดเห็น (0)
แสดงความคิดเห็น

| อา. | จ. | อ. | พ. | พฤ. | ศ. | ส. |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | 2 | 3 | 4 | |||
| 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |
| 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 |
| 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 |
| 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | |