05 พฤศจิกายน 2550
“มาเตรียมความพร้อมกันเหอะ”
-การเตรียมความพร้อมเป็นสิ่งที่สำคัญมากน่ะ เคยได้ยินไหม “เริ่มต้นดี มีชัย ไปกว่าครึ่ง”ง่ะ-ใครถนัดอังกฤษ ก้อควรจะทำคะแนนรอบตุลาให้ดี ๆ ไปเลยนะ เพราะเป็นวิชาสะสม ไม่จำเป็นต้องอ่านอะไรมากมาย แต่ต้องทำข้อสอบเก่าเยอะ ๆ นะ-วิชาคำนวณ คณิต1-2 ฟิสิกส์ เคมี ต้องทำข้อสอบเก่าเยอะ ๆ ใครจะสอบพื้นฐานวิศวะ ควรจะอ่านคณิต1 ฟิสิกส์และเคมีพร้อมกันไปเลยทีเดียว จะได้เอาไปทำข้อสอบพื้นฐานวิศวะด้วย-ฟิสิกส์ใครอย่าเพิ่งคิดว่าเป็นวิชาที่ยากนะ ถ้าเราเข้าใจจริง ๆ จะทำคะแนนได้ง่ายกว่าวิชาอื่นเลยแหละ ลองไปดูฟิสิกส์ในพื้นฐานวิศวะสิ จะรู้เลยว่า ฟิสิกส์ง่ายกว่ากันเยอะ-ชีวะเนี่ย เป็นวิชาสะสมจริง ๆ เรียกว่าได้จะได้วิชานี้ดี ต้องอาศัยบุญเก่าที่ตั้งใจเรียนอยู่พอสมควร ถ้าหากว่าคุณตั้งใจเรียนมาแต่ทุนเดิม ก้อต้องได้คะแนนวิชานี้ดีแน่ ๆ -ข้อสอบเอนท์เนี่ย เป็นข้อสอบที่มาตรฐานนะ สามารถแยกเด็กเก่งออกจากเด็กอ่อนได้ ต้องรู้จริงถึงจะทำคะแนนได้ดี โจทย์ทุกข้อ ช้อยส์ทุกตัว เขาวางไว้อย่างดีหมดเลย (ในหัวข้อถัด ๆ ไป เราจะมาจับจุดการวางช้อยส์ของคนออกข้อสอบ เพื่อประโยชน์ในกรณีที่เราทำข้อสอบไม่ได้กัน)-อย่าลืมว่าทุกคะแนนมีค่านะ 1 คะแนนเนี่ย มันทำให้เราแซงหน้าคนอื่นเป็นพัน ๆ คนเลยนะ(เพราะสอบปีนึงทั้งประเทศเป็นแสนคน) เคยเจอมะ ขาดไปอีก 0.25 คะแนนถึงจะติดอะ...เรื่องจริงนะ ...เจอมาแล้ว -*อย่าคิดว่ายังมีเวลาอีกหลายเดือนถึงจะสอบเอนท์เดือนตุลา ตอนเปิดเทอม ไหนจะเรียนที่ รร เรียนพิเศษ สอบมิดเทอม สอบไฟนอล ไหนจะทำกิจกรรมที่ รร อีก ไม่มีเวลาให้คุณได้อ่านอะไรมากนักหรอก คุณควรจะเตรียมตัวแต่เนิ่น ๆ นะ อย่างน้อยที่สุดช่วงที่จะขึ้น ม.6 ก็ควรจะเริ่มจับหนังสือเอนท์ได้แล้ว-เริ่มอ่านจากวิชาที่ชอบ หรือบทที่ถนัดก่อนก้อได้ เป็นการเรียกกำลังใจไง-ช่วงเวลาในการอ่านหนังสือที่ดีที่สุดของแต่ละคนจะไม่เหมือนกันนะ บางคนก้อชอบอ่านตอนเช้า เพราะสมองกำลังปลอดโปร่ง บางคนก้อชอบอ่านตอนกลางคืน เพราะมันเงียบดี คุณก้อต้องพิจารณาความเหมาะสมของเวลาในการอ่านแต่ละวิชาให้ดี ๆ เช่น ถ้าคุณรู้สึกว่าช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการอ่านหนังสือของคุณคือตอนเช้า คุณก้ออาจจะเลือกอ่านวิชาที่ไม่ถนัดในตอนเช้าก้อได้ เป็นต้น-*ตอนอ่านหนังสือ อย่าอ่านแค่พอรู้ แล้วคิดว่าจะทำได้ เราต้องรู้จริงด้วยนะ อ่านให้ละเอียด เก็บให้หมดทุกอย่าง -*ถ้าเราหักโหมเกินไป จนไม่สบาย หรือง่วงนอนจัด ๆ ก้อจะอ่านหนังสือไม่รู้เรื่องนะ ถ้าหากรู้สึกว่าตัวเองไม่ไหวแล้ว ก้อลองพักสักช่วงนึง แล้วค่อยลุยต่อ ที่นี้ละ จะฉลุยเลย อย่าลืมใส่ใจกับสุขภาพตัวเองด้วยนะ ถ้าเราเตรียมตัวมาแต่เนิ่น ๆ นะ ไม่ต้องมาหักโหมตอนใกล้สอบหรอก -รู้ว่าตอนเตรียมตัวอ่ะ ต้องอ่านหนังสือเยอะ เรียนพิเศษเยอะ ทั้งท้อ ทั้งเหนือ่ยเลย แต่ต้องสู้นะ จะบอกให้ว่า “เมื่อใดที่เราเอนท์ติด ความเหนือ่ยทั้งหมดจะหายไป เปลี่ยนเป็นความดีใจแทน” สู้ ๆ นะ กำลังใจต้องดี (ติดตามเทคนิคการสร้างกำลังใจให้กับตนเองในหัวข้อต่อ ๆ ไปนะ)-ตอนที่จะถึงวันสอบอะ ความพร้อมเราต้องสูงปรี๊ดเลยนะ ต้องแม่นเนื้อหา คล่องสูตร พอสอบเสร็จแล้วจะลืมความรู้ ก้อช่างมันเหอะ -คนที่จะเอนท์ติดไม่จำเป็นต้องเก่งเสมอไปหรอก ขยัน ๆ เตรียมตัวมาดี ก้อเอนท์ติดได้ ดังนั้นต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่สุดนะ-อย่าลืมนะว่า ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เราเลือกคณะ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความฝัน(อยากจะเข้า) แต่ขึ้นอยู่กับความจริง (คะแนน) ต่างหาก ถ้าเตรียมตัวไม่พร้อม จะมาเสียใจทีหลังไม่ได้นะ-*ทีนี้คงจะเห็นความสำคัญของการเตรียมความพร้อมแล้วสินะ จะย้ำจุดสำคัญของการเตรียมความพร้อมให้อีกที ก้อคือ “เตรียมแต่เนิ่น ๆ และต่อเนื่อง”“วางแผนการทำคะแนน”-คนที่จะเอนท์ติดอะ ไม่ใช่ว่าจะต้องฉลาดอย่างเดียว แต่จะต้องเฉลียวด้วยนะ คือ ต้องวางแผน จัดการตนเองเป็น-เรามีโอกาสสอบเอนท์ทั้งสองครั้งใช่มะ แล้วก้อเลือกเอาคะแนนที่ดีที่สุดในแต่ละวิชาแต่ละครั้งเท่านั้น ไม่ได้เอาคะแนนมาเฉลี่ยกันสักหน่อย -คนที่จะเอนท์ติดอะ ไม่จำเป็นต้องได้คะแนนดีทุกวิชาหรอก แต่ควรจะได้คะแนนดีในบางวิชาโดยเฉพาะวิชาที่เราถนัดอะ (แต่ถ้าคณะที่อยากเข้าคะแนนมันสูงเอามาก ๆ ก้อควรจะทำให้ได้ดีในหลาย ๆ วิชานะ) วิชาที่ได้คะแนนดี ๆ สูง ๆ จะได้ช่วยดึงวิชาที่ได้คะแนนน้อยขึ้นมา-ถ้าเราอ่านมันทุกวิชา แล้วได้คะแนนกองกันที่50หมดทุกวิชาเลย ตอนมีนาเราจะเหนื่อยนะ เพราะว่าต้องupหมดทุกวิชาขึ้นมาเลย บางวิชาอาจจะupได้ บางวิชาupไม่ได้ก้อน่าเสียดาย แบบนี้เราจะได้คะแนนไม่สูงเท่าไหร่-*จากเหตุผลที่ว่ามา ตอนเดือนตุลาอะ เราก้อต้องอ่านทุกวิชาที่จะสอบอยู่แล้วใช่มะ แต่เราควรเลือกที่จะทุ่มเทในวิชาที่เราถนัด หรือวิชาที่เรากะจะฟันคะแนนเป็นพิเศษ วิชาอื่นก้อพอเอาตัวรอด ซึ่งแต่ละคนก้อจะถนัดต่างกันไป ให้คะแนนรอบตุลา ได้คะแนนสูง ๆ สักวิชา-2วิชาก้อยังดี แล้ววิชาไหนคะแนนมันต่ำ(อาจจะเป็นวิชาที่เราไม่ค่อยชอบ) ก้อค่อย ๆ ดึงมันขึ้นมาในเดือนมีนา ให้มันอยู่ในระดับปานกลางก้อได้ แบบนี้เราก้อจะได้คะแนนสวย ๆ ในหลาย ๆ วิชา -ส่วนเกณฑ์คะแนนที่ช่วยตัดสินใจว่าวิชาไหนดีแล้ว หรือ จะupวิชาอะไร ไว้ดูในหัวข้อถัด ๆ ไปนะ
“ประโยชน์ของข้อสอบเก่า...ส้มอาจจะหล่นใส่คุณก้อเป็นได้”-*อยากจะบอกว่าข้อสอบเก่านะ ดีมาก ๆ ๆ ๆ อ่านเยอะ ๆ ทำโจทย์เยอะ ๆ ไปหามาเลยนะ ประเภทที่รวมข้อสอบเอนท์ 10 พ.ศ. อะไรเงี่ย อาจจะซื้อหรือ อาจจะขอจากรุ่นพี่ก้อได้ แต่ควรจะเลือกซื้อเฉลยที่มันน่าเชื่อถือได้หน่อยนะ (ไว้จะคุยเรื่องการเลือกซื้อคู่มือในหัวข้อถัด ๆ ไปล่ะกัน)-บางทีอาจจะส้มหล่นก้อได้นะ แบบว่า เอาข้อสอบเก่ามาออกเงี่ย อย่างข้อสอบฟิสิกส์ มีนา 47 ข้อที่เป็นสมการนิวเคลียร์Li เหมือนกับ มีนา 46 เปี๊ยบเลย ทั้งโจทย์ ช้อยส์ และคำตอบ เรียกได้ว่า ถ้าใครเคยเจอ จะจำคำตอบได้เลย ทั้ง ๆ ที่เคยออกไปแล้ว ห่างกันปีเดียวเอง อย่างน้อย ๆ ถ้าจำคำตอบไม่ได้ ก้อรู้วิธีคิดข้อนี้แหละ ไม่เชื่อไปเช็กดูได้ ว่าซ้ำกันจริงรึเปล่า -ข้อสอบเคมี ตุลา 46 ข้อ 1 บางช้อยส์ก้อซ้ำกับข้อ1 มีนา 45 นะ ห่างกันแค่ปีเดียวเอง ช้อยส์ที่ว่า “ทาแอลกอฮอล์บริเวณผิวหนังแล้วรู้สึกเย็น” กับ “การเกิดหยดน้ำเกาะ” อันนี้ก้อคล้าย อย่างน้อยเราก้อรู้ว่าปรากฏการณ์ไหนดูดหรือคายความร้อน เห็นอีกทีก้อตอบได้เลย ไม่ต้องคิดนาน -แต่ข้อสอบซ้ำแบบนี้มันก้อไม่ได้มีกันบ่อย ๆ หรอก
“ประโยชน์ของข้อสอบเก่า...รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครา”
-*ถึงข้อสอบซ้ำจะไม่มีให้เห็นบ่อย ๆ แต่ที่แน่ ๆ แนวข้อสอบนะ ซ้ำเดิมทุกปีนะแหละ จะวิชาไหนก้อเหอะ ถ้าทำข้อสอบเก่าดูจะรู้ว่า ในแต่ละปี ก้อคล้าย ๆ เดิม จะทำให้เรารู้แนวข้อสอบ และรู้สัดส่วนการออกข้อสอบในแต่ละบท จะได้เปรียบคนอื่นเขานะ -ตัวอย่างการได้เปรียบเมื่อรู้แนวข้อสอบ การแทรกสอดของแสง-สลิตก้อออกสอบบ่อย ถ้าไม่ถามความยาวคลื่น ก้อต้องถามระยะห่างจากผนัง หรือไม่ก้อถามอะไรสักอย่าง วนไปวนมาแค่นั้นแหละ เจอปั๊บก้อรู้เลย ว่าต้องคิดยังไง เดี๋ยวมันจะถามอะไรต่อ+ฟิสิกส์ ตุลา 42 : ใช้แสงมีความยาวคลื่น 400 nm ตกตั้งฉากผ่านสลิตเดี่ยวที่มีความกว้างของช่องเท่ากับ 50um จากการสังเกตภาพเลี้ยวเบนบนฉาก พบว่า แถบมืดแถบแรกอยู่ห่างจากกึ่งกลางแถบสว่างกลาง 6.0 mm ระยะห่างระหว่างสลิตเดี่ยวกับฉากเป็นเท่าใด / / / อันนี้ถามระยะห่างระหว่างสลิตกับฉากนะ เดี๋ยวดูอีกตัวอย่าง+ฟิสิกส์ ตุลา 45 : ถ้าภาพการแทรกสอดจากสลิตคู่ที่ปรากฏบนฉากเป็นดังรูป ฉากอยู่ห่างจากสลิตเท่ากับ 1.20 เมตร ระยะระหว่างช่องสลิตเป็น 0.24 มิลลิเมตร ความยาวคลื่นของแสดงที่ใช้เป็นเท่าใด / / / เห็นไหมละ โจทย์แนวเดียวกันเลย แต่คราวนี้ให้ระยะห่างระหว่างสลิตกับฉากมา แต่กลับถามความยาวคลื่นแทน ถ้าเจอโจทย์แนวนี้อีกที คราวนี้ละ ข้อสอบเสร็จเราแน่-ถ้าเมื่อไหร่ที่เราลองทำข้อสอบเก่าแล้วเรารู้สึกว่า “เอ๊ะ คุ้น ๆ นะ เหมือนปีนั้นเลย” หรือว่า “อ๋อ เดี๋ยวโจทย์แบบนี้ มันจะต้องถามแบบนี้ต่อแน่เลย” นั้นแหละ แสดงว่า เราทำข้อสอบเก่ามาเยอะพอสมควร ทำต่อไปอีกนะ ทำให้เยอะที่สุดนะแหละ ไม่ต้องกำหนดหรอก ว่าต้องทำย้อนไปกี่ปี แต่แนะนำให้ทำจากปีล่า ๆ ก่อนค่อย ๆ ย้อนไปปีเก่า ๆ นะ-ตัวอย่างการได้เปรียบเมื่อรู้สัดส่วนการออกข้อสอบ คณิต1ออกโค้งปกติ และZ-scoreปีละข้อทุกปีเลย ดัชนีก้อปีละข้อ กำหนดการเชิงเส้นก้อปีละข้อ แคลออกปีละ5ข้อ เป็นข้อที่ให้หาพื้นที่ใต้โค้งข้อนึงทุกปี แค่นี้เราก้อรู้แล้ว ว่าควรจะเน้นบทไหนมากกว่ากัน เช่น กำหนดการเชิงเส้นอ่านพอคิดเป็นเข้าใจconceptก้อพอ ไปลุยแคลดีก่า-ตัวอย่างเมื่อรู้สัดส่วนข้อสอบ สังคม ออกแต่ละเทอมพอ ๆ กันเลย เทอมนึงประมาณ13-14ข้อ นับได้ แสดงว่า ต้องอ่านแต่ละเล่มพอ ๆ กัน หรือเน้นบทที่เราถนัดไว้ก่อน ก้อแล้วแต่จะวางแผน -ตัวอย่างเมื่อรู้สัดส่วนข้อสอบ เคมีจะออก ปริมาณสารสัมพันธ์ กรดเบส พันธะเคมี ไฟฟ้าเคมี สารประกอบคาร์บอน เยอะกว่าบทอื่น ก้อจะได้เน้นบทพวกนี้มากหน่อย-ข้อสอบปีไหนที่เคยทำแล้ว ก้อทำซ้ำไปเหอะ ทำเยอะ ๆ แหละ จะได้แม่น ๆ คล่อง ๆ -เรื่องไหนที่รู้สึกว่าอ่อน แล้วเราต้องการทำวิชานั้นให้ดี ๆ ไปเลย ก้อควรจะฝึกโจทย์เฉพาะบทที่อ่อนนั้นก่อนนะ แล้วค่อยมาฝึกข้อสอบรวม-ถ้าเราอ่านวิชาไหนไม่ทันจริง ๆ ก้อลุยข้อสอบเก่าไปเลยนะ เพราะเราจะได้แต่เนื้อล้วน ๆ (ถ้าอ่านรายละเอียดก้อจะได้น้ำติดมาด้วย) ถ้าติดข้อไหน ก้อไปเปิดหนังสือประกอบเลย ลุยเจาะวิเคราะห์ทีละข้อไปเลย-คนที่จะสอบพื้นฐานวิศวะ ความถนัดทางสถาปัตย์ วัดแววความเป็นครู ควรศึกษาข้อสอบเก่าวิชาเหล่านี้ให้เยอะ ๆ นะ เพราะจะมีข้อสอบส่วนที่ไม่เคยเรียนมาก่อน จะได้เข้าใจเนื้อหาส่วนนี้ และรู้ว่าข้อสอบจะออกอะไรบ้าง“ประโยชน์ของข้อสอบเก่า...หินลับมีดดี ๆ นี่เอง”-ข้อสอบเก่าเนี่ย ถือเป็นหินลับมีดชั้นดีเลยนะ เพราะมันจะช่วยลับฝีมือของเรา เอาไว้สู้ศึกในสนามสอบไง-*ลองจับเวลาทำข้อสอบเก่าดูด้วยนะ แรก ๆ อาจจะทำไปเรื่อย ๆ ดูสิเราใช้เวลาเยอะขนาดไหน แล้วเริ่มจับเวลาจริง ๆ จัดสภาพแวดล้อมให้เหมือนกับทำข้อสอบเอนท์จริง ๆ อย่าลืมนะว่า การทำข้อสอบถูกจำกัดด้วยเวลา-ถ้าหากทำคะแนนตอนซ้อมได้เยอะ ก้ออย่าเพิ่งชะล่าใจนะ เพราะคุณอาจจะเป็น “หมูสนามจริง สิงห์สนามซ้อม”ก้อเป็นได้ ส่วนใหญ่เอนท์จริง ๆ จะได้คะแนนน้อยกว่าตอนซ้อม เพราะสภาพกดดันมันต่างกัน และบางข้อเราอาจจะเจอที่เรียนพิเศษ ข้อสอบที่ รร หนังสือคู่มือ ก้อเลยทำข้อสอบเก่าตอนที่ซ้อมข้อนั้นได้ -คะแนนวิชาคำนวณที่ได้จากตอนซ้อม ควรจะตัดออกไปราว ๆ10-15คะแนน ก้อจะเป็นคะแนนจริงของเรา วิชาบรรยาย ควรจะตัดออกไป5-10คะแนน ก้อจะเป็นคะแนนจริง แล้วมันจะมีประโยชน์ตรงไหนละเกณฑ์พวกนี้-มีสิ มันทำให้เรากะได้ว่าต้องขยันอีกเท่าไหร่ วางแผนได้ เช่น ถ้าได้ฟิสิกส์ตอนซ้อม70 อย่าคิดนะว่าเอนท์จริงจะได้70อะ อาจจะได้สัก50กว่า ๆ ก้อต้องขยันขึ้นอีก , ถ้าอยากได้สังคมตอนเอนท์60 ตอนที่ซ้อมทำข้อสอบเก่า ก้อควรลองทำให้ได้สัก65-70ไงละ-เวลาดูเฉลยนะ อย่าดูแต่เฉพาะข้อถูกนะ เราควรจะดูช้อยส์อื่นด้วยว่าผิดตรงไหน ทำไมถึงผิด โดยเฉพาะข้อสอบวิชาบรรยาย ไทย สังคม วิทย์กายอ่ะ จะได้ฝึกเลี่ยงช้อยส์หลอกไง วิเคราะห์มันทีละช้อยส์ไปเลย-*สรุป ทำข้อสอบเก่าเยอะ ๆ แหละดี คนที่เขาได้คะแนนสูง ๆ ก้อเพราะทำข้อสอบเก่าเยอะทั้งนั้นแหละ ลองถามดูได้
“การปรับสภาพจิตใจ”-*แน่นอนละ ตอนเอนท์ จะเจอสารพัดปัญหาจิตใจ ทั้งความกดดัน เครียด ไม่มีเวลา คะแนนไม่ดี ท้อ เหนื่อย และอีกหลาย ๆ อย่าง ให้บอกกับตัวเองว่า สู้ ๆ สู้เข้าไว้ อะไรก้อเกิดขึ้นได้ การสอบเอนท์ไม่ได้แข่งกับใครเขาหรอก แข่งกับตัวเองเนี้ยแหละ มีกำลังใจดีๆ ก้อแล้วกัน ตราบใดที่ผลยังไม่ออก เราก้อมีลุ้นเสมอ อย่าเพิ่งท้อ-*อย่ากลัวว่าจะเอนท์ไม่ติดนะ เพียงแค่คุณกล้าเผชิญหน้ากับการเอนท์ คุณก้อเป็นผู้กล้าในใจของเราแล้ว ทำหน้าที่ของคุณให้ดีที่สุดล่ะกัน-*จริงอยู่การเอนท์ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าไม่งั้นคงจะเอนท์ติดกันทุกคนไปแล้ว คงไม่มีใครเอนท์ไม่ติดหรอก แต่ก้อไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด ไม่อย่างงั้น ก้อคงจะไม่มีใครเอนท์ติดเลยสักคนเช่นเดียวกัน มันขึ้นอยู่กับความพยายามของคุณต่างหากล่ะ -*อย่าให้โชคชะตามากำหนดชีวิตคุณนะ แต่คุณจะต้องกำหนดชีวิตคุณด้วยตัวคุณเอง นั้นหมายความว่าความพยายาม ความขยัน และความตั้งใจของคุณจะเป็นตัวกำหนดคะแนนเอนท์ของคุณ (ไม่ใช่ดวงหรือโชคแต่ประการใด) เชื่อเราสิ พระเจ้าไม่กลั่นแกล้งคนที่ขยันหรอก-ถ้าหากว่าคุณ ท้อ เหนื่อย ผิดหวังกับคะแนน เทคนิคการปรับสภาพจิตใจที่คุณสามารถนำไปใช้ได้ก้อคือ “การมองโลกในแง่ดี” นั้นเอง หมายความว่า ไม่ว่าคุณจะรู้สึกอะไรก้อตามที่มันค่อนข้างไปทางลบ ให้ลองคิดอะไร ๆ ในแง่บวกดูบ้าง มันจะช่วยให้คุณดีขึ้นแน่ ๆ ลองดูตัวอย่างนะ+ถ้าคุณรู้สึกเหนื่อยกับการอ่านหนังสือ คุณลองคิดแบบนี้ดูสิ “เอาเหอะ ถึงเราจะเหนื่อยก้อจริง แต่ก้อเหนื่อยเฉพาะตอนนี้เท่านั้นแหละ พอเราเอนท์ติดได้คณะที่ต้องการ เราก้อจะสบายแล้ว...เย้” (ขอขอบคุณเจ้าของคำแนะนำดี ๆ แบบนี้มา ณ ที่นี้ด้วย)+ถ้าคะแนนเอนท์รอบตุลาออกมาไม่ดี หรือไม่ได้ตามที่หวังไว้ คุณลองคิดแบบนี้ดูสิ “อืม...อันที่จริงมันก้อเป็นโอกาสทองของเรานะ ถ้าหากว่าเราได้คะแนนแค่นี้ แล้วขยันขึ้นอีก ตอนมีนาเราก้อจะได้คะแนนเพิ่มมาอีกเยอะเลยละ ต่างจากถ้าเราได้คะแนนสูงในตอนนี้ เราก้อคงอาจจะไม่ได้คะแนนวิชานี้เพิ่มในตอนมีนาหรอก เพราะคะแนนมันสูงจนจะติดเพดานอยู่แล้ว ต่อให้เพิ่มก้อเพิ่มอีกนิดเดียวเอง”-ทำวันนี้ให้ดีเพื่อวันหน้า เพราะวันหน้าได้ดีจากวันนี้ ถ้าคุณขยันในวันนี้ คุณก้อจะเอนท์ติดในวันหน้านะแหละ “เมื่อวันสอบมาถึง”-ช่วงก่อนถึงวันสอบ อย่างน้อยสักอาทิตย์-2อาทิตย์ ก้อน่าจะทำข้อสอบเก่า ๆ ได้แล้วนะ เพราะเราอ่านรายละเอียดมาทั้งเทอมแล้วหนิ ต้องลองลับฝีมือซะมั้ง จะได้รู้ว่า เราตกหล่นตรงไหน ต้องปรับความเร็วอีกเท่าไหร่ (อย่าลืมว่าการสอบจำกัดด้วยเวลา)-*อย่างน้อยก่อนวันสอบสัก1-2วัน เราต้องเริ่มผ่อนคลายแล้วนะ อย่าคิดมาก ทำใจดี ๆ สู้ให้ถึงที่สุด นอนให้ครบ8ชม/วัน กินข้าวให้ครบทุกมื้อ (ก่อนหน้านั้น ใกล้สอบ จะนอนวันละ4-6ชม ก้อไม่ว่ากัน) มาอ่านเพิ่มเอาอีก2วันที่เหลือมันช่วยอาไรไม่ได้มากหรอก ยกเว้นจะทำโจทย์ซ้ำตรงส่วนที่เราแม่นอยู่แล้ว เพื่อตอกย้ำความแม่นและเรียกกำลังใจว่าเราก้อทำได้เยอะเหมือนกันนะ-ควรจะไปสำรวจสถานที่สอบก่อนนะ วางแผนการเดินทางให้ดี ๆ จะได้ไม่เจอรถติด เตรียมอุปกรณ์การสอบให้พร้อม ดินสอ2Bนะ เอาไปเผื่อเยอะ ๆ หลาย ๆ แท่ง สอบทั้งตุลา มีนา สอบหลายวิชา ได้ใช้คุ้มแน่ ยางลบเอาแบบลบแล้วสะอาดชัวร์ ๆ เลยนะ -พอถึงวันสอบจริง ๆ แล้วรู้สึกมั่นใจ พร้อมเต็มร้อย ก้อดีแล้วนะ แต่ถ้ารู้สึกว่ายังไม่พร้อม หรือพร้อมนิดหน่อย ก้อต้องสู้นะ เอาเป็นว่า ทำให้สุดฝีมือก้อแล้วกัน-*ตอนสอบน่ะ อย่าลน มั่นใจในตัวเอง ฝนรหัสวิชา ชุดสอบ รหัสประจำตัวสอบให้ดี ๆ ถ้าพลาดตัวเลขไปแค่ตัวเดียว คะแนนเราจะพลาดไปร้อยคะแนนเลยนะ เจอมาเยอะแล้ว สอบอังกฤษรหัส03 เป็นวิชาที่2ของวัน แต่ดันไปกรอกเป็นรหัส02 พอเจอสังคมรหัส02 สอบเป็นวิชาที่3 ก้อเลยเพิ่งรู้ว่าเมื่อกี้ฝนรหัสอังกฤษผิด กรรมการคุมสอบบางครั้งเขาก้อดูให้เราไม่ละเอียดหรอก เราต้องดูของตัวเองให้ดี ๆ นะ-ควรใส่นาฬิกาไปด้วย ดูเวลาเป็นระยะ จะได้กะเวลาทำข้อสอบถูก (ขอขอบคุณเจ้าของเทคนิคดี ๆ แบบนี้มา ณ ที่นี้ด้วย)-วิชาคำนวณ ควรจะทำข้อสอบอัตนัยก่อนนะ บางทีมันก้อไม่ยากอย่างที่เราคิดหรอก บางข้อง่ายกว่าปรนัยด้วยซ้ำ ถ้าเราทำปรนัยไม่ทัน ก้อยังพอมั่วได้ แต่ถ้าทำอัตนัยไม่ทันนี้สิ ไม่รู้จะมั่วยังไง -ข้อไหนทำไม่ได้ก้อข้ามไปก่อน แล้วค่อยย้อนมาทำใหม่ อันนี้คงรู้กันอยู่แล้ว ย้ำเฉย ๆ -ถ้าเราทำเสร็จแล้วยังพอมีเวลาเหลือ อย่างน้อย ๆ ควรจะตรวจทานกระดาษคำตอบว่าเราฝนตัวเลขถูกไหม ลืมฝนอะไรไปรึเปล่า ใช้เวลาให้คุ้มค่ามากที่สุดนะ โดยเฉพาะคนที่จะเข้าเศรษฐศาสตร์...ควรจะรู้จักใช้ทรัพยากรเวลาให้เกิดประโยชน์มากที่สุด...เกี่ยวกันไหมอะ...อิอิ-*อย่าทุจริตเลย อย่าแม้แต่จะคิด มันไม่คุ้มหรอกนะกับผลที่ได้นะ ห้องสอบนึงจะจัดที่นั่งสอบไม่เกิน30ที่ กรรมการคุมสอบสองคน และข้อสอบก้อมี2ชุด เรากับคนข้าง ๆ จะได้กันคนละชุด (โจทย์เหมือนกัน แต่ลำดับข้อต่างกัน) เราไม่รู้หรอกว่า ข้อที่1ของเรา จะไปตรงกับข้อที่เท่าไหร่ของคนข้าง ๆ -ก้าวเข้าห้องสอบด้วยความมั่นใจ และทำมันให้ดีที่สุด เรารู้ว่าคุณทำได้ และทำได้ดีด้วย ขนาดเรายังเชื่อมั่นในตัวคุณเลย แล้วทำไมคุณจะไม่เชื่อมั่นในตัวเองล่ะ “เมื่อคะแนนรอบตุลาออก”-อย่างที่บอกไปว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราเลือกคณะอะ ไม่ใช่ความฝัน แต่เป็นคะแนน (ความจริง) ต่างหาก
-เราจะพอรู้ตัวแล้วแหละ ว่าจะติดอะไรมั้ง คณะที่เราคิดว่าจะเข้า มันเป็นความจริงหรือความฝัน ถ้าใครได้คะแนนดี ก้อดีใจด้วยนะ แต่ถ้าคะแนนใครไม่ดี อย่าเพิ่งท้อละ เราต้องสู้ต่อสิ ยังมีรอบมีนาอีกรอบนะ จำไว้ว่า “ตราบใดที่ผลเอนท์ยังไม่ออก เราก้อยังมีลุ้นเสมอ”
-บางคนตัดพ้อว่า ทำไมตอนซ้อมทำข้อสอบเอนท์ปีเก่า ๆ ได้เยอะ แต่พอคะแนนจริงๆ ได้น้อย ตรวจผิดรึเปล่า อย่างที่บอกไปแล้ว ซ้อมทำข้อสอบกับบ้าน กับทำในห้องสอบจริง ๆ ความกดดันมันต่างกัน บางทีข้อสอบเก่าบางข้อเราก้อเคยเจอกันมาก่อน ก้อรู้วิธีคิดข้อนี้สิ-ใครได้คะแนนวิชาอะไรน้อย อย่าเพิ่งท้อนะ มองโลกในแง่ดี ถ้าเราได้วิชานี้น้อย แล้วตั้งใจอ่าน คะแนนมันจะขึ้นมาเยอะมาก แต่ถ้าอ่านวิชาที่ได้เยอะแล้ว คะแนนมันก้อจะขึ้นได้อีกนิดเดียว (ก้อมันเยอะจะติดเพดานแล้วนิ)-ใครจะเข้าหมอ คะแนนดิบรอบตุลา 7วิชาน่าจะได้ 500 เป็นอย่างน้อยนะ ถึงจะพอมีลุ้น (หย่อนกว่า500ได้นิดหน่อย)-ถ้าใครได้บางวิชาที่คะแนนสูง ๆ ก้อดีแล้ว ทีนี้เรามาวางแผนupวิชาที่ต่ำ ๆ ในรอบมีนากัน-ข้อตกลง “ขั้นสูง” หมายถึง คะแนนระดับนี้ สูงพอสมควรแล้วนะ ปล่อยไว้เฉย ๆ ก้อได้ ถ้าทำอีก ก้อคงจะขึ้นอีกไม่เยอะ เอาเวลามาทำวิชาที่ต่ำ ๆ ดีก่า-ข้อตกลง “ปานกลาง” หมายถึง คะแนนระดับนี้ ไม่ถือว่าแย่หรือดี ถ้าจะup ก้อยังพอupได้ ถ้าเป็นวิชาถนัดก้อupไปเลย แต่ถ้าไม่ถนัด กลัวupไม่ขึ้น จะไปupวิชาที่ต่ำกว่านี้แทนก้อได้-ไทย,สังคม 60ขึ้นไป ถือว่าสวยแล้วนะ อยู่ในขั้นสูง, 50-60อยู่ในระดับปานกลาง(คณะทางวิทย์บางคณะเอาแค่ผ่านเกณฑ์ก้อทิ้งได้)-อังกฤษ 70ขึ้นไปถือว่าสวยอยู่ในขั้นสูง, 50-70อยู่ในระดับปานกลาง(คณะทางวิทย์บางคณะเอาแค่ผ่านเกณฑ์ก้อทิ้งได้)-คณิต1และพื้นฐานวิศวะ 60ขึ้น ถือว่าขั้นสูง, 40-55ถือว่าปานกลาง (จริง ๆ แล้วได้50นี้ก้อเยี่ยมแล้วนะ สำหรับสองวิชานี้ แต่ถ้าใครถนัดก้อทำคะแนนไปเหอะ ได้เปรียบคนอื่นแน่นอน)-เคมีและฟิสิกส์ 70ขึ้นถือว่าขั้นสูง, 50-70ปานกลาง-ชีวะ 60ขึ้นขั้นสูง, 50-60ปานกลาง (แต่วิชานี้วางช้อยส์ยากจริง ๆ )-คณิต2และวิทย์กาย 65ขึ้นขั้นสูง 50-65ปานกลาง-*วิชาใดต่ำกว่า40 ถือว่าขั้นต่ำ ต้องupโดยเร่งด่วน ปล่อยไว้ไม่ได้นะ อย่างน้อยเอาให้ได้40-50ก้อยังดี
พิมพ์หน้านี้
ชอบเรื่องนี้
อ่านความคิดเห็น (3)
แสดงความคิดเห็น






| อา. | จ. | อ. | พ. | พฤ. | ศ. | ส. |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | 2 | 3 | 4 | |||
| 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |
| 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 |
| 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 |
| 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | |
วันที่ 06 มิถุนายน 2551 เวลา 17:41
โดย : PooLu
อีเมล์ : poo_uu@hotmail.com
เว็บไซต์ : http:spoozz.hi5.com
IP 58.8.47.xxx