
| อา. | จ. | อ. | พ. | พฤ. | ศ. | ส. |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | ||||
10 กรกฎาคม 2551
เมื่อก่อนเราคงเคยได้ยินคำว่าปัญญาดั่งอาวุธ แต่มาถึงยุคนี้ ปัญญาเป็นเงินเป็นทองแล้วครับ เป็นเรื่องน่ายินดีที่คนไทยหันมาสนใจเรื่องของสิทธิทางปัญญาและมีการจดสิทธิบัตรกันเพิ่มขึ้นมาก ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมานี้
ก่อนปี 2000 คนไทยเราจดสิทธิบัตร (ในประเทศไทย) กันน้อยมาก เฉลี่ยปีละไม่ถึง 1000 คน ในขณะที่ต่างประเทศมีการจดสิทธิบัตรในเมืองไทยปีละประมาณ 4000 กว่าคน แต่ในสองปีที่ผ่านมานี้ ตัวเลขผู้จดสิทธิบัตร คนไทยสูงถึงปีละ 2500 คน และในปีล่าสุด เราจดสิทธิบัตรกันถึง 3030 รายการ
ในประเทศที่พัฒนาแล้วเขาถือว่าตัวเลขของผู้จดสิทธิบัตรเป็นตัวชี้ให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของภูมิปัญญาและเป็นที่มาของความมั่งคั่งในประเทศครับ เพราะด้วยสิ่งประดิษฐ์และความคิดสร้างสรรค์ต่างๆเหล่านี้เองเป็นตัวทำเงินให้ประเทศทางยุโรปและอเมริกามาโดยตลอด บรรดาคนในประเทศกำลังพัฒนาต้องเสียค่าใช้จ่ายในการใช้สินค้าและบริการที่เขาคิดขึ้นมาในราคาแพงๆแบบไม่รู้ตัวกันมานานแล้ว เช่นเราต้องซื้อยาจากต่างประเทศใช้ในราคาแพงมากทั้งๆที่ต้นทุนการผลิตนิดเดียวเองครับ ราคาวัตถุดิบรวมค่าแรงในการทำยาอาจจะสองสามบาทแต่สามารถขายให้เราได้ในราคาหลายร้อยบาทครับ หรือถ้าเราจะทำเองบ้างเพราะเห็นว่าทำง่ายและเราก็ทำได้ ก็ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้กับบริษัทที่คิดค้นและจดทะเบียนเป็นเจ้าของความคิดนี้ในราคาสูง ทำให้หลายบริษัทในต่างประเทศเป็นบริษัทรับซื้อความคิดสิ่งประดิษฐ์ต่างๆเพื่อนำไปจดทะเบียนในชื่อของตน บริษัทพวกนี้จึงร่ำรวยน่าอิจฉาและแน่นอนว่าประเทศที่มีบริษัทเหล่านี้อยู่มากๆก็จะเป็นประเทศที่มีความเป็นอยู่ดี ประชาชนในประเทศเหล่านี้จะค่อนข้างสบาย
ระยะหลังการจะไปไล่ซื้อสิทธิบัตรถูกๆทำได้ยากขึ้นครับ เพราะคนในประเทศต่างๆเริ่มรู้แล้วว่าความคิดเรานี่เป็นเงินเป็นทอง ก็ไม่ค่อยมีใครจะขายสิทธิบัตรกันในราคาถูกๆ เลยเกิดบริษัทข้ามชาติ นำเอานักวิจัยเก่งๆในเอเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากจีนและอินเดีย ไปทำงานด้านวิจัยและพัฒนา เพื่อคิดสิ่งใหม่ๆ บริษัทต่างๆเหล่านี้เกิดขึ้นเยอะมากครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรม (เรียกว่าซื้อสิทธิ์ไม่ได้ก็ซื้อสมองมันเลย)
มองย้อนไปในอดีตสักหน่อยจะพบว่า คนในเอเชียเรานี่มีความรู้ความสามารถกันมากครับเช่นคนจีนมีสิ่งผลิตทางอุตสาหกรรมที่ล้ำหน้ากว่าคนยุโรปมากมาย ในด้านต่างๆแทบทุกด้านทั้งในด้านการแพทย์ เภสัชกรรม จีนมีวิชาการด้านการแพทย์และสมุนไพรก่อนที่ยุโรปจะมาค้นพบแบคทีเรีย ด้านอุตสาหกรรม เราสามารถผลิต กระดาษ ผ้า และการเจียระไนได้ก่อนชาติทางตะวันตกครับ ก็ตอนที่คนเอเชียมีการต่อเรือ ยุโรปยังขี่ม้ากันเลยครับ
คนไทยเราเองก็มีความเฉลียวฉลาด หรือที่เรียกกันสมัยนี้ว่าภูมิปัญญา ไม่ได้ด้อย
กว่าใคร เรามีความรู้ความสามารถในการคิดค้นและประดิษฐ์สิ่งต่างๆมากมาย(นวัตกรรม)แต่น่าเสียดายที่สิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ เหล่านี้ขาดการบันทึกและไม่มีการถ่ายทอดความรู้อย่างเป็นระบบ ทำให้ความรู้เหล่านี้สูญหายไปมาก เพราะการถ่ายทอดความรู้ ในอดีตของเรามักจะ เป็นการสอนโดยผู้มีความรู้จะสอนให้เฉพาะคนที่รักจริงๆหรือลูกหลานเท่านั้น เรามีลักษณะของการหวงวิชา คิดอะไรได้ก็ไม่อยากให้ใครรู้ เลยไม่ยอมทำตำราเพราะกลัวว่าความรู้เหล่านั้นจะถูกเผยแพร่ออกไป
ใครอยากรู้อยากเรียนก็ต้องใช้การจำเอาไปใช้
ทุกวันนี้ความรู้เทคนิคต่างๆที่ยังเหลืออยู่ก็กระจัดกระจายไปทั่วประเทศ หมู่บ้านอรัญญิกมีความชำนาญด้านการทำมีดดาบมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา หมู่บ้านสันกำแพงถนัดด้านศิลปะการทำร่ม ทางภาคอีสานหลายจังหวัดมีความสามารถในด้านการผลิตเหล้า กระแช่ อุ(เหล้าชนิดหนึ่ง) เรามีทั้งช่างแกะสลัก ช่างเครื่องถม และช่างศิลปะอื่น ๆ อีกมากมาย แม้กระทั่งเรื่องการแพทย์ เรามีการนวดแผนโบราณ(ซึ่งโชคดีที่มีการบันทึกไว้ที่วัดโพธิ์ ถ้ามิเช่นนั้นวิชาการนี้คงสูญหายไปเช่นกัน) นอกจากนี้เรายังอุดมไปด้วยความรู้ด้านสมุนไพร ซึ่งคนไทยสมัยก่อนใช้รักษาโรคอย่างดี
วิทยาการต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเรื่องจำเป็นที่น่าจะช่วยกันจดทำบันทึกและเผยแพร่เพื่อต่อยอดขยายผล เพราะนี่คือส่วนหนึ่งของความมั่งคั่งของประเทศ
การปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ เรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกที่มี หลักสูตรการศึกษาที่ส่งเสริมให้มีการนำเอาภูมิปัญญาท้องถิ่นเหล่านี้ มาจัดทำเป็นหลักสูตร และมีการเรียนรู้กันอย่างเป็นระบบ แทนที่จะเรียนตามอย่างฝรั่งกันไปเรื่อยๆเหมือนที่ผ่านมา
แต่ที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากและต้องเร่งรัดจัดการคือการส่งเสริมให้คนไทยรับรู้ถึงเรื่องสิทธิที่จะได้รับจากการจดสิทธิบัตร ต้องสนับสนุนให้พวกเราคิดและสร้างนวัตกรรมของไทย เพราะนั่นคือโอกาสในการแข่งขัน เราจะสู้นานาประเทศได้ในยุคนี้ต้องสู้ด้วยความรู้ครับ
แต่อุปสรรคใหญ่ของนักคิดนักวิจัยและนักประดิษฐ์บ้านเราคือ การละเมิดลิขสิทธิ์โดยพวกเราเอง อาจจะรู้หรือไม่รู้แต่พวกเราละเมิดลิขสิทธิ์กันจนชินครับ
ผู้ผลิตซอรฟแวร์ไทยส่วนมากจะไปไม่รอด บางบริษัทก็เลิกทำไปแล้วและอีกหลายบริษัทที่ทนอยู่ จะเหลือพนักงานอยู่สองสามคนเพราะแบกรับภาระไม่ไหว ทั้งๆที่โปรแกรมที่ทำออกมาหลายชุดก็มีคนนิยมใช้กันแพร่หลายเช่นโปรแกรมดิกชันนารี ที่บริษัททำออกจำหน่ายได้รับความนิยมมาก มีผู้ใช้เยอะมาก แต่ผู้คิดผู้ผลิตไม่ได้ผลประโยชน์เลยเพราะส่วนใหญ่เป็นการใช้แบบละเมิดลิขสิทธิ์ เช่นบางคนก็ใจดีมาก เห็นว่าโปรแกรมดี ก็เลยแบ่งปัน เอาแผ่น CD ไป copy แล้วก็แจกกันใช้ อันนี้ก็ยังดีเรียกว่าละเมิดเพราะมีน้ำใจครับแต่ที่น่าเจ็บใจคือพวกที่ทำเป็นอาชีพทำเป็นการค้าแบบไม่อายใคร คือใครมาซื้อก็ copyขายเลยครับ บางร้านก็แนบเนียนหน่อยคือวางแผ่นซอฟต์แวร์ ลิขสิทธิ์ตัวจริงไว้หน้าร้าน แต่พอมีลูกค้ามาซื้อก็จะบอก 2 ราคาคือ ราคาซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ กับราคาซอฟต์แวร์ copy ให้ลูกค้าเลือกเอาเอง อย่างนี้ก็ดีเหมือนกันครับเวลาตกนรกหรือโดนจับ จะได้แบ่งโทษกันจะมาเอาผิดคนขายฝ่ายเดียวไม่ได้(ก็อยากเลือกเองนี่นา) ทำอย่างนี้กันแล้วผู้ผลิตผู้คิดจะเอาอะไรรับประทานล่ะครับ
พวกเราไม่คุ้นเคยเรื่องสิทธิทางปัญญาครับ เมื่อเร็วๆนี้ที่โรงเรียนมัธยมที่มีชื่อเสียงในต่างจังหวัดแห่งหนึ่ง หลังเสร็จการบรรยายผมก็มอบ CD เฉลยข้อสอบ
ผมคิดว่าในหน่วยงานต่าง ๆ นอกจากจะรณรงค์เรื่องการละเมิดสิทธิซึ่งทำกันได้ค่อนข้างดีอยู่แล้ว ควรเพิ่มเติมโดยให้ความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องสิทธิทางปัญญาเหล่านี้ด้วย เพราะบางทีเราไม่รู้ตัวครับ ส่วนผู้ประกอบการเอง เช่นร้านขาย CD ร้านถ่ายเอกสารหรือร้านหนังสือก็น่าจะช่วยกันส่งเสริมการใช้ ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ของคนไทย กำไรน้อยลงนิดแต่ประเทศจะได้มีนักคิดและพัฒนาเก่งๆ
คนทำซอฟต์แวร์ไทยน่าเห็นใจมาก เพราะกว่าจะคิดจะทำ ต้องลงทุน ทั้งแรง เงิน และสมองไปเยอะ แต่ผลตอบแทนน้อยมาก ถ้าเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ บ้านเมืองเราคงไม่มีใครคิดอะไรใหม่ๆดีๆ โอกาสอยู่ดีกินดีของคนไทยก็คงน้อยลงครับเพราะไม่มีอะไรไปสู้ไปแข่งขันกับต่างประเทศ
ช่วงนี้มีการรณรงค์เรื่องสิทธิทางปัญญากันมาก ร้านขาย CD หลายร้านน่าปรบมือให้ดังๆครับ เพราะมีการประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนโดยการติดป้ายตัวโต หน้าร้านว่า ร้านนี้ขายซอฟต์แวร์ ไทยลิขสิทธิ์ บางร้านติดป้ายว่า อย่ามาถามหาแผ่นไทยเพลงไทย ความจริงแล้วราคาของ ซอฟต์แวร์ไทย ก็ถูกแสนถูก ที่ติดราคากัน 400 500 บาท ขายจริง ก็แค่ 180 บาทเท่านั้นแหละครับ ถ้าไปซื้อแผ่น copy ราคา 140 150 บาทเราอาจ ประหยัดไปบ้างแต่ก็แค่ไม่กี่บาท ส่วนคนคิดคนทำนี่สิครับไม่ได้สักสลึง
ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เขาคุ้มครองเรื่องสิทธิทางปัญญานี้มาก และคุ้มครองกันมานานแล้วครับ ผมไปที่เมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศ ฮอลแลนด์ ไปเจอร้านอาหารไทยทำอาหารได้อร่อยมาก เจ้าของร้านเป็นคนไทย มีลูกค้าเยอะมาก ผมติดใจไปทานอยู่หลายวัน (เพราะราคาไม่แพง) สังเกตว่ามีร้านนี้ไม่เปิดเพลงเลย ทานข้าวไม่มีเสียงดนตรีมันเหมือนขาดอะไรไป ผมเลยแนะนำเขาว่าน่าจะหาเพลงมาเปิด เค้าบอกว่าเขาก็ชอบฟังเพลงแต่ถ้าที่ร้านเปิดเพลงก็ต้องจ่ายเงินค่าลิขสิทธิ์เพลง เพราะที่นี่เค้าจริงจังกับเรื่องลิขสิทธิ์มาก เทศบาลจะเป็นคนเก็บค่าลิขสิทธิ์แล้วส่งต่อให้เจ้าของลิขสิทธิ์ทุกราย ดังนั้นทุกร้านที่เปิดเพลงให้ลูกค้าฟังต้องเสียภาษีตรงนี้
ในเอเชียเรามีการคุ้มครองสิทธิทางปัญญาค่อนข้างต่ำแต่ก็มีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆครับเช่น เมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว ฮ่องกงก็มีการ copy โปรแกรมลงแผ่น CD ขายเป็นล่ำเป็นสันเหมือนอย่างบ้านเรานี่แหละ แต่ 2-3 ปีหลังเขาก็เลิกกันหมดแล้วครับ ที่เหลืออยู่ก็หลบๆซ่อนๆแบบหายากจริงๆ แต่ ที่สิงคโปร์นี่ไม่ต้องหาเลยครับ คนสิงคโปร์จะ หาแผ่น ซอฟต์แวร์ผี CD เถื่อนต้องข้ามฝั่งมาซื้อแผ่นปลอมพวกนี้ที่ประเทศมาเลเซีย ความจริงถ้าอยากซื้อถูกๆแบบเปิดเผยต้องที่พม่า แผ่นพวกนี้วางขายทั่วไปในราคาแผ่นละ20บาทครับ
นักคิดนักประดิษฐ์ทั้งหลายอย่าเพิ่งท้อ เพิ่มเติมความรู้ด้านสิทธิบัตรกันหน่อย จะได้ไม่เสียเปรียบครับ
ส่วนผู้ประกอบการก็เห็นใจกันหน่อยครับ จะ Copy อะไรขายก็นึกถึงหัวอกหัวใจคนไทยด้วยกันเถอะครับ
ฝ่ายรัฐคงต้องตรวจเข้มพร้อมทั้งให้ความรู้เรื่องนี้อย่างจริงจัง
อาจารย์วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์
Wiriya@eduzones.com
พิมพ์หน้านี้
ชอบเรื่องนี้
อ่านความคิดเห็น (0)
แสดงความคิดเห็น